บทความทั้งหมด

ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษี 2569 ได้เท่าไหร่: ตัวเอง 25,000 พ่อแม่ 15,000 บาท

ปีภาษี 2569 ประกันสุขภาพตัวเองลดหย่อนได้ไม่เกิน 25,000 รวมประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 พ่อแม่ไม่เกิน 15,000 บาทถ้าแต่ละคนมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 ประกันอุบัติเหตุใช้ได้บางส่วน

ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?

คำตอบสั้นสำหรับปีภาษี 2569 คือ เบี้ยประกันสุขภาพที่คุณจ่ายให้ตัวเองหักได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท แต่ยอดนี้ต้องนับรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิต ซึ่งรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 365 ส่วนเบี้ยประกันสุขภาพที่คุณจ่ายให้พ่อแม่เป็นอีกรายการหนึ่ง หักได้ไม่เกิน 15,000 บาท เมื่อพ่อหรือแม่แต่ละคนมีเงินได้ในปีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 162 สำหรับประกันอุบัติเหตุ ใช้ได้เฉพาะความคุ้มครองบางส่วน ไม่ใช่เบี้ยทั้งก้อน

จุดที่คนเข้าใจคลาดกันบ่อยคือคิดว่าจ่ายเบี้ย 20,000 บาทแล้วจะได้เงินคืน 20,000 บาท ความจริงค่าลดหย่อนทำให้เงินได้ที่ใช้คำนวณภาษีลดลง ภาษีที่ประหยัดได้จึงเท่ากับยอดที่หักได้คูณอัตราภาษีขั้นที่คุณเสียอยู่ ซึ่งอาจเหลือเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท และจะเป็นศูนย์ถ้าปกติคุณไม่มีภาษีต้องจ่าย

ตัวเลขทั้งหมดใช้กับปีภาษี 2569 คือเบี้ยที่จ่ายระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 ซึ่งนำไปยื่นแบบช่วงต้นปี 2570 และใช้ได้กับผู้ที่ยังต้องยื่นของปีภาษี 2568 ด้วย

ปีภาษี 2569 ลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพได้เท่าไหร่

ตารางนี้รวมรายการที่เกี่ยวกับประกันสุขภาพในปีภาษี 2569 ไว้ในที่เดียว รายละเอียดและที่มาของแต่ละแถวอยู่ในหัวข้อถัด ๆ ไป

รายการ

หักได้สูงสุด

สิ่งที่ต้องระวัง

เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเอง

ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 25,000 บาท

เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ประกันอุบัติเหตุ (PA) ของตัวเอง

นับอยู่ในวงเงิน 25,000 บาทเดียวกัน

ใช้ได้เฉพาะส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ และกระดูกแตกหัก

เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่

ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15,000 บาท

เป็นวงเงินแยก ไม่กินเพดาน 100,000 บาท พ่อหรือแม่แต่ละคนต้องมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท

เบี้ยประกันสุขภาพของคู่สมรสหรือลูก

ใช้ไม่ได้ แม้คู่สมรสไม่มีเงินได้

คู่สมรสที่มีเงินได้และจ่ายเบี้ยของตัวเอง ใช้สิทธิในส่วนของตัวเอง

ประกันกลุ่มที่นายจ้างจ่ายเบี้ยให้

ใช้ไม่ได้

ไม่ใช่เบี้ยที่คุณจ่ายจากเงินได้ของตัวเอง

เพดาน 25,000 บาทกับเพดานร่วม 100,000 บาททำงานอย่างไร

ให้คิดเป็นสองชั้น ชั้นแรกดูเฉพาะเบี้ยประกันสุขภาพของตัวเองที่เข้าเงื่อนไข รวมจากทุกกรมธรรม์และทุกบริษัท ใช้ได้ไม่เกิน 25,000 บาท ชั้นที่สองนำยอดจากชั้นแรกไปรวมกับเบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไขและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิต ผลรวมทั้งสามรายการนี้ ซึ่งบทความนี้เรียกว่า "เพดานร่วม" ใช้ได้ไม่เกิน 100,000 บาท ประกันสุขภาพจึงไม่ใช่วงเงินที่บวกเพิ่มต่อจากประกันชีวิต เงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตคือเงินฝากกับธนาคารที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นเฉพาะ ซึ่งจ่ายเงินตามการมีชีวิตหรือเสียชีวิตของผู้ฝากและมีระยะฝากตั้งแต่ 10 ปี เช่น เงินฝากออมสินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว ตามคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568

เช่น ถ้าคุณมีเบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไข 90,000 บาท เบี้ยสุขภาพจะใช้ได้อีกเพียง 10,000 บาท แม้จ่ายไป 25,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท ไม่ใช่ 115,000 บาท ส่วนตัวอย่าง B ในหัวข้อตัวอย่างคำนวณแสดงกรณีที่ทั้งสองชั้นตัดยอดพร้อมกัน

เพดานร่วมจะเริ่มบีบก็ต่อเมื่อเบี้ยประกันชีวิต เงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิต และเบี้ยสุขภาพรวมกันเกิน 100,000 บาท ส่วนเบี้ยประกันชีวิตที่จะนับในชั้นที่สองต้องผ่านเงื่อนไขของประกันชีวิตเองด้วย เช่น กรมธรรม์มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ตามคู่มือ ภ.ง.ด.94 (แบบครึ่งปี) ปีภาษี 2569 และคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568

ในทางกฎหมาย เบี้ยประกันสุขภาพเป็น "เงินได้ที่ได้รับยกเว้น" ซึ่งหักหลังหักค่าใช้จ่าย แต่ผลต่อการคำนวณเหมือนค่าลดหย่อน บทความนี้จึงเรียกรวมว่า "ลดหย่อน"

ตัวเลขชุดนี้ใช้กับปีภาษีไหน

  • ปีภาษี 2569 คือเบี้ยที่จ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 แล้วยื่นแบบประจำปีช่วงต้นปี 2570 ด้วยแบบ ภ.ง.ด.91 ถ้ามีเฉพาะเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือแบบ ภ.ง.ด.90 ถ้ามีเงินได้ประเภทอื่นด้วย เพดานประจำปีมาจากกฎหมายที่ยังใช้บังคับ คือข้อ 2 (97) ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ฉบับรวมแก้ไขบนเว็บกรมสรรพากร ซึ่งปรับปรุงล่าสุดวันที่ 13 มกราคม 2569 และยังกำหนด 25,000 บาทกับเพดานร่วม 100,000 บาท ส่วนประกาศฉบับที่ 162 กำหนด 15,000 บาทของพ่อแม่ คู่มือปีภาษี 2569 ที่บทความนี้อ้างอิงคือคู่มือ ภ.ง.ด.94 แบบยื่นครึ่งปีสำหรับเงินได้บางประเภท เช่น ค่าเช่าและเงินได้จากธุรกิจ ที่ได้รับช่วงมกราคมถึงมิถุนายน คู่มือนี้พิมพ์หลักเกณฑ์ประกันสุขภาพของตัวเองและของพ่อแม่ตามกฎหมายเดียวกัน แต่บางรายการเป็นตัวเลขครึ่งปี เช่น เบี้ยประกันชีวิตส่วนแรกไม่เกิน 5,000 บาทแทน 10,000 บาท จึงใช้แทนคู่มือแบบประจำปีไม่ได้ คู่มือแบบประจำปีของปีภาษี 2569 ยังไม่ออก ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569 เมื่อออกแล้วควรเทียบอีกครั้งก่อนยื่น
  • ปีภาษี 2568 ใช้ตัวเลขชุดเดียวกันตามคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 ซึ่งกำหนดยื่นแบบกระดาษไว้ระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2569 ถ้าคุณยังต้องยื่นหรือยื่นเพิ่มเติมของปีนั้น ให้ใช้ยอดเบี้ยที่จ่ายในปี 2568 และถ้ายอดของปีนั้นยังไม่ขึ้นในระบบของกรมสรรพากร ให้ขอให้บริษัทประกันส่งข้อมูลก่อนยื่น

ประกันอะไรนับเป็นประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุลดหย่อนได้ไหม

คำว่า "ประกันสุขภาพ" ในทางภาษีไม่ได้ดูจากชื่อแผนหรือคำที่ตัวแทนใช้ขาย แต่ดูว่าความคุ้มครองตรงกับนิยามในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 383 ข้อ 3 หรือไม่ นิยามนี้มีสี่กลุ่ม

  1. ประกันที่คุ้มครองการรักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ รวมถึงเงินชดเชยเมื่อทุพพลภาพหรือสูญเสียอวัยวะเพราะเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ แผนค่ารักษาผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอกที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าประกันสุขภาพอยู่ในกลุ่มนี้
  2. ประกันอุบัติเหตุ เฉพาะส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  3. ประกันโรคร้ายแรง (Critical Illness)
  4. ประกันการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

ผู้รับประกันเป็นได้ทั้งบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย ขอเพียงประกอบกิจการในประเทศไทย ตามข้อ 2 ของประกาศเดียวกัน แผนสุขภาพที่ซื้อจากบริษัทประกันวินาศภัยจึงใช้สิทธิได้เหมือนกัน ส่วนกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการในไทยใช้สิทธินี้ไม่ได้

ประกันอุบัติเหตุ (PA) ใช้ได้เฉพาะบางความคุ้มครอง

ประกันอุบัติเหตุลดหย่อนภาษีได้บางส่วน ไม่ใช่ทั้งเบี้ย กรมธรรม์อุบัติเหตุส่วนบุคคลจำนวนมากรวมหลายความคุ้มครองไว้ในเบี้ยก้อนเดียว เช่น เงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยทุพพลภาพ นิยามกลุ่มที่ 2 ข้างบนรับเฉพาะส่วนค่ารักษาพยาบาล ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ และกระดูกแตกหัก ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตไม่อยู่ในรายการนี้ เบี้ยส่วนที่ใช้ซื้อความคุ้มครองนั้นจึงนำมาลดหย่อนไม่ได้

ในหน้าถาม-ตอบ "Clear Cut ประเด็นเด็ดเกร็ดลดหย่อน" ซึ่งเป็นหน้ารวมคำตอบเรื่องค่าลดหย่อนบนเว็บกรมสรรพากร กรมสรรพากรตอบว่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุใช้สิทธิได้ เมื่อความคุ้มครองเข้าลักษณะตามนิยาม และคุณได้แจ้งบริษัทให้ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรแล้ว ในทางปฏิบัติอย่าแบ่งเบี้ยเองด้วยการเดา ให้ใช้ยอดเบี้ยส่วนสุขภาพที่บริษัทแจ้งหรือส่งเข้าระบบ ถ้าใบเสร็จแสดงแต่ยอดรวม ให้ขอหนังสือรับรองที่แยกยอดส่วนที่ใช้สิทธิได้ หลักเดียวกันใช้กับแผนอื่นที่รวมหลายความคุ้มครองไว้ด้วยกัน

ประกันอุบัติเหตุที่คุณซื้อให้พ่อแม่ก็ใช้นิยามเดียวกัน ส่วนที่เข้าเงื่อนไขไปนับในวงเงินประกันสุขภาพพ่อแม่ ไม่ใช่วงเงินของตัวคุณ

สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพที่แนบกับประกันชีวิต

หลายคนมีความคุ้มครองสุขภาพในรูปสัญญาเพิ่มเติมที่แนบกับกรมธรรม์ประกันชีวิต คู่มือ ภ.ง.ด.94 ปีภาษี 2569 และคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 กำหนดเหมือนกันว่าเบี้ยที่จ่ายสำหรับความคุ้มครองเพิ่มเติมของกรมธรรม์ประกันชีวิตนำมาใช้เป็นเบี้ยประกันชีวิตไม่ได้ และหลักฐานจากบริษัทต้องแยกเบี้ยประกันชีวิตกับเบี้ยความคุ้มครองเพิ่มเติมออกจากกัน

กรมสรรพากรไม่ได้ระบุกรณีสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพไว้โดยตรง ข้อต่อไปนี้เป็นการอ่านจากนิยามในประกาศฉบับที่ 383 ซึ่งดูที่ลักษณะความคุ้มครอง ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นกรมธรรม์ที่ซื้อแยก ถ้าสัญญาเพิ่มเติมนั้นคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล โรคร้ายแรง หรือเรื่องอื่นในสี่กลุ่มข้างบน เบี้ยส่วนนั้นจะไปอยู่ในวงเงินประกันสุขภาพ 25,000 บาทของตัวเอง ให้ตรวจว่าหนังสือรับรองของบริษัทหรือข้อมูลในระบบของกรมสรรพากรแสดงยอดนี้เป็น "เบี้ยประกันสุขภาพ" แยกจากเบี้ยประกันชีวิต ถ้าไม่แสดงแบบนั้น ให้สอบถามบริษัทก่อนกรอกยอดเอง

กรมธรรม์ประกันชีวิตหนึ่งฉบับจึงอาจใช้สิทธิได้สองรายการ คือเบี้ยหลักในฝั่งประกันชีวิต และเบี้ยสัญญาเพิ่มเติมในฝั่งประกันสุขภาพ แต่ทั้งสองรายการยังอยู่ใต้เพดานร่วม 100,000 บาทเดียวกัน

เงื่อนไขเบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง: กรมธรรม์ของใคร ใครจ่าย และกรณีที่ใช้ไม่ได้

ความคุ้มครองตรงนิยามอย่างเดียวยังไม่พอ วงเงิน 25,000 บาทใช้กับเบี้ยที่ผ่านเงื่อนไขเรื่องตัวบุคคลและการจ่ายเงินครบทุกข้อ ดังนี้

  1. ผู้เอาประกันต้องเป็นตัวคุณเอง กรมสรรพากรตอบไว้ในหน้าถาม-ตอบ Clear Cut กรณีกรมธรรม์เป็นชื่อลูกว่า เบี้ยที่ใช้สิทธิได้ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพของผู้มีเงินได้ที่ใช้สิทธิเท่านั้น
  2. คุณเป็นคนจ่ายเบี้ยจากเงินได้ที่ต้องนำมาเสียภาษี ตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 383
  3. จ่ายเบี้ยภายในปีภาษีนั้น กฎกระทรวงนับเบี้ยที่จ่ายในปีภาษี ถ้าคุณจ่ายเบี้ยต่ออายุช่วงปลายปี ให้ดูว่าบริษัทรับชำระในปีไหน เพราะยอดนั้นจะไปอยู่ในปีภาษีของวันที่จ่าย
  4. แจ้งบริษัทประกันว่าจะใช้สิทธิลดหย่อน เพื่อให้บริษัทส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากร ขั้นตอนอยู่ในหัวข้อ "ก่อนยื่นแบบ: แจ้งบริษัทให้ส่งข้อมูล แล้วตรวจยอดในระบบกรมสรรพากร"

อีกเรื่องที่ควรรู้คือสิ่งที่ไม่ใช่เงื่อนไข ประกันสุขภาพไม่ต้องมีระยะเวลากรมธรรม์ 10 ปีเหมือนประกันชีวิต แผนที่คุ้มครองปีต่อปีจึงใช้สิทธิได้ กฎอย่างระยะเวลา 10 ปี เงินคืนระหว่างสัญญาไม่เกินร้อยละ 20 และการเสียสิทธิย้อนหลังเมื่อเลิกกรมธรรม์ก่อนกำหนด เป็นเงื่อนไขของเบี้ยประกันชีวิตในคู่มือ ภ.ง.ด.94 ปีภาษี 2569 และคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 ประกาศฉบับที่ 383 ของประกันสุขภาพไม่มีเงื่อนไขทำนองนี้

กรมธรรม์ของคู่สมรสและลูก

เบี้ยประกันสุขภาพของคู่สมรสหรือลูกใช้ในส่วนของคุณไม่ได้ แม้คู่สมรสจะไม่มีเงินได้ เพราะต้องเป็นประกันสุขภาพของผู้ใช้สิทธิเอง ถ้าคู่สมรสมีเงินได้และจ่ายเบี้ยของตัวเอง คู่สมรสใช้สิทธิในส่วนของตัวเอง ข้อนี้ต่างจากประกันชีวิต ซึ่งยังมีรายการให้หักเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ได้ไม่เกิน 10,000 บาทตามคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 ฝั่งประกันสุขภาพไม่มีรายการคู่ขนานแบบนั้น

ประกันกลุ่มจากที่ทำงาน

ถ้านายจ้างจ่ายเบี้ยประกันกลุ่มให้ทั้งหมด คุณไม่ได้เป็นผู้จ่าย จึงนำเบี้ยนั้นไปลดหย่อนไม่ได้ ในทางกลับกัน เบี้ยที่นายจ้างจ่ายแทนก็ไม่ต้องนำมารวมเป็นเงินได้ของคุณ เมื่อเข้าเงื่อนไขในข้อ 2 (77) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 เช่น เป็นกรมธรรม์กลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกินหนึ่งปี และนับเฉพาะส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล

ถ้าคุณจ่ายสมทบเองบางส่วน เช่น ถูกหักจากเงินเดือนเพื่อเพิ่มแผนคุ้มครอง เอกสารของกรมสรรพากรที่บทความนี้อ้างอิงไม่ได้ตอบกรณีนี้โดยตรง เงื่อนไขพื้นฐานยังเหมือนเดิม คือต้องเป็นเงินที่คุณจ่ายเอง สำหรับความคุ้มครองของตัวคุณ และบริษัทประกันต้องส่งข้อมูลในชื่อคุณ ให้ถามฝ่ายบุคคลหรือบริษัทประกันว่ายอดที่หักจากเงินเดือนส่งเป็นเบี้ยประกันสุขภาพของคุณได้หรือไม่

ประกันสุขภาพพ่อแม่ลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท: เงื่อนไขและการหารกับพี่น้อง

เบี้ยประกันสุขภาพที่คุณจ่ายให้พ่อแม่เป็นรายการแยกจากประกันสุขภาพของตัวเอง ใช้ได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี และไม่ต้องนับรวมในเพดานร่วม 100,000 บาท วงเงิน 15,000 บาทนี้เป็นของผู้ใช้สิทธิหนึ่งคนต่อปีภาษี ใช้ร่วมกันทั้งเบี้ยของพ่อและแม่และทุกกรมธรรม์ ไม่ใช่คนละ 15,000 บาท หลักเกณฑ์มาจากประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 162 ฉบับรวมแก้ไข และยังปรากฏแบบเดียวกันในคู่มือ ภ.ง.ด.94 (แบบครึ่งปี) ปีภาษี 2569

รายได้ของพ่อแม่: เกณฑ์ 30,000 บาทนับอย่างไร

ประกาศใช้คำว่า "เงินได้พึงประเมิน" หมายถึงรายได้ที่กฎหมายภาษีนับเป็นเงินได้ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง และค่าเช่า โดยนับเป็นยอดรวมก่อนหักค่าใช้จ่าย เกณฑ์นี้ดูแยกพ่อกับแม่ทีละคน แต่ละคนต้องมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ถ้าได้ 30,000 บาทพอดียังผ่าน และถ้าพ่อมีรายได้เกินแต่แม่ไม่เกิน เบี้ยของแม่ยังใช้ได้

คำตอบของกรมสรรพากรเรื่องประกันสุขภาพพ่อแม่ไม่ได้แจกแจงว่ารายได้ประเภทใดนับ แต่ในหน้าถาม-ตอบ Clear Cut หน้าเดียวกัน กรมสรรพากรตอบเรื่องค่าลดหย่อนอื่นที่ใช้ตัวเลข 30,000 บาทไว้สองข้อ ข้อแรกเรื่องค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา ซึ่งใช้เส้น "ไม่เกิน 30,000 บาท" เหมือนประกันสุขภาพพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ซึ่งเป็นสามีภรรยากันได้ดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากชื่อร่วม ให้แบ่งดอกเบี้ยเป็นของแต่ละคนฝ่ายละครึ่ง แล้วจึงดูว่าแต่ละคนเกิน 30,000 บาทหรือไม่ ข้อที่สองเรื่องค่าลดหย่อนบุตร ซึ่งใช้เส้นต่างออกไป คือบุตรต้องมีเงินได้ต่ำกว่า 30,000 บาท และไม่นับเงินได้ที่มาตรา 42 ของประมวลรัษฎากรยกเว้นภาษีไว้ ประกาศเรื่องประกันสุขภาพพ่อแม่ไม่ได้บอกว่าจะไม่นับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นแบบเดียวกันหรือไม่ ทั้งสองข้อจึงเป็นเพียงแนวทางจากรายการอื่น ถ้ารายได้ของพ่อแม่เป็นประเภทที่คุณไม่แน่ใจ เช่น ดอกเบี้ย เงินบำนาญ หรือเงินที่รัฐจ่ายให้ ให้สอบถามกรมสรรพากรที่หมายเลข 1161 ก่อนใช้สิทธิ

เงื่อนไขอื่นของพ่อแม่และผู้จ่าย

  • คุณต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย คือเป็นลูกตามกฎหมายของพ่อหรือแม่คนนั้น บุตรบุญธรรมใช้สิทธินี้ไม่ได้ กรณีพ่อแม่ของคู่สมรส คู่สมรสของคุณต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของท่าน ในคำตอบเรื่องค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา กรมสรรพากรอธิบายว่าถ้าพ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน พ่อยังไม่ถือเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย กรณีนี้ควรสอบถามกรมสรรพากรก่อนใช้สิทธิของฝั่งพ่อ
  • ไม่มีเงื่อนไขอายุของพ่อแม่ กรมสรรพากรตอบไว้ในหน้าถาม-ตอบ Clear Cut ว่าไม่ได้กำหนดอายุไว้ ข้อนี้ต่างจากค่าลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาคนละ 30,000 บาท ซึ่งเป็นอีกรายการหนึ่งและกำหนดให้พ่อแม่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ตามคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568
  • ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพ ไม่ใช่เบี้ยประกันชีวิต นิยามประกันสุขภาพสี่กลุ่มเหมือนของตัวคุณเอง รวมถึงประกันอุบัติเหตุเฉพาะส่วนที่เข้าเงื่อนไข ส่วนเบี้ยประกันชีวิตที่ซื้อให้พ่อแม่ใช้สิทธินี้ไม่ได้
  • ต้องกรอกเลขประจำตัวประชาชนของพ่อแม่ในแบบแสดงรายการ ตามคู่มือ ภ.ง.ด.94 ปีภาษี 2569 และคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568
  • ต้องแจ้งบริษัทประกันว่าจะใช้สิทธิ ตามข้อ 3 ของประกาศฉบับที่ 162 ที่แก้ไขโดยประกาศฉบับที่ 360 ซึ่งใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2563

พ่อแม่ของคู่สมรส

ถ้าคู่สมรสของคุณไม่มีเงินได้ คุณนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้พ่อแม่ของคู่สมรสมาใช้ได้ด้วย แต่รวมกับเบี้ยของพ่อแม่ตัวเองแล้วยังอยู่ในวงเงิน 15,000 บาทเดียวกัน ถ้าทั้งคู่มีเงินได้ ต่างคนต่างใช้สิทธิสำหรับพ่อแม่ของตัวเองได้คนละไม่เกิน 15,000 บาท กรณีที่ยื่นแบบรวมกัน แบบฉบับนั้นจึงใส่ได้ไม่เกิน 15,000 บาทสำหรับฝั่งผู้ยื่น และอีกไม่เกิน 15,000 บาทสำหรับฝั่งคู่สมรส

พี่น้องหลายคนช่วยกันจ่าย

ถ้าพี่น้องร่วมกันจ่ายเบี้ยของกรมธรรม์ฉบับเดียว ให้ใช้เบี้ยที่ร่วมกันจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาทเป็นฐานก่อน แล้วจึงหารตามจำนวนผู้ร่วมจ่ายที่เป็นผู้มีเงินได้ ตามข้อ 1(4) ของประกาศฉบับที่ 162 ตัวอย่างของกรมสรรพากรคือพี่น้องสามคนร่วมจ่ายเบี้ยของพ่อ 12,000 บาท แต่ละคนใช้สิทธิได้ 4,000 บาท ถ้าต่างคนต่างทำกรมธรรม์ให้พ่อแม่คนละฉบับ แต่ละคนใช้สิทธิจากกรมธรรม์ที่ตัวเองจ่าย

เมื่อได้ส่วนที่เฉลี่ยจากกรมธรรม์ร่วมแล้ว แต่ละคนจึงนำไปรวมกับเบี้ยที่ตัวเองจ่ายในกรมธรรม์อื่นที่เข้าเงื่อนไข ยอดรวมของผู้ใช้สิทธิแต่ละคนยังต้องไม่เกิน 15,000 บาทต่อปีภาษี ตัวอย่างของกรมสรรพากรอีกข้อคือบุตรคนหนึ่งมียอดเฉลี่ยจากกรมธรรม์ของพ่อ 7,500 บาท และกรมธรรม์ของแม่ที่จ่ายเอง 10,000 บาท รวม 17,500 บาท แต่ใช้ได้ 15,000 บาท คำตอบอีกข้อในหน้าเดียวกันที่เขียนว่า "ไม่เกิน 15,000 บาทต่อกรมธรรม์" จึงไม่ควรอ่านว่าเป็นเพดานแยกของแต่ละกรมธรรม์

เมื่อหลายคนช่วยกันจ่าย ให้ตกลงกับบริษัทประกันให้ชัดว่าใครเป็นผู้จ่ายและใครจะใช้สิทธิ เพื่อให้ข้อมูลที่บริษัทส่งถึงกรมสรรพากรตรงกับคนที่ยื่นแบบ

ตัวอย่าง: พี่น้องสองคนกับกรมธรรม์ของพ่อและแม่

ใช้กรณีเดียวกับตัวอย่างข้อ 6 ของกรมสรรพากร คือ ก และ ข เป็นพี่น้องที่ร่วมกันจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อ 15,000 บาท และ ข จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพของแม่อีกฉบับคนเดียว 10,000 บาท โดยสมมติว่าทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย มีเงินได้ และพ่อกับแม่ไม่มีรายได้ รวมทั้งผ่านเงื่อนไขอื่นครบแล้ว

  • กรมธรรม์ของพ่อ: 15,000 ÷ 2 = 7,500 บาทต่อคน
  • ก มีเฉพาะส่วนของพ่อ จึงใช้สิทธิได้ 7,500 บาท
  • ข มีส่วนของพ่อ 7,500 บาท รวมกับเบี้ยของแม่ 10,000 บาท เป็น 17,500 บาท แต่ใช้ได้เพียง 15,000 บาทตามเพดานต่อผู้ใช้สิทธิ

ถ้าเปลี่ยนเงื่อนไขให้แม่มีรายได้ค่าเช่าห้องปีละ 60,000 บาท เบี้ยของแม่ 10,000 บาทจะใช้สิทธิไม่ได้ เพราะแม่มีเงินได้เกิน 30,000 บาท ส่วนของพ่อยังผ่านเงื่อนไข ก และ ข จึงใช้ได้คนละ 7,500 บาท

ตัวอย่างคำนวณ: เบี้ยที่จ่ายไปช่วยลดภาษีได้จริงเท่าไร

ถ้ายอดที่หักได้ทั้งหมดยังอยู่ในขั้นอัตราภาษีเดียวกัน ภาษีที่ลดลงเท่ากับยอดที่หักได้คูณอัตราของขั้นนั้น ถ้ายอดที่หักทำให้เงินได้สุทธิข้ามลงไปอีกขั้น ให้แยกคิดแต่ละช่วง

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้านล่างมาจากตารางในคู่มือ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 ซึ่งเป็นคู่มือแบบประจำปีฉบับล่าสุด และตารางในคู่มือ ภ.ง.ด.94 (แบบครึ่งปี) ปีภาษี 2569 ก็ใช้ขั้นเงินได้และอัตราชุดเดียวกัน

เงินได้สุทธิ (บาท)

อัตราภาษี

0–150,000

ยกเว้น

150,001–300,000

5%

300,001–500,000

10%

500,001–750,000

15%

750,001–1,000,000

20%

1,000,001–2,000,000

25%

2,000,001–5,000,000

30%

5,000,001 ขึ้นไป

35%

ทุกตัวอย่างด้านล่างเป็นตัวเลขสมมติ คำว่า "เงินได้สุทธิก่อนหักเบี้ย" หมายถึงเงินได้ที่หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงรายการประกันในตัวอย่าง ไม่ใช่เงินเดือนทั้งปี

ตัวอย่าง A: มีประกันสุขภาพอย่างเดียว

คุณมีเงินได้สุทธิก่อนหักเบี้ย 600,000 บาท ไม่มีประกันชีวิต และจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพของตัวเอง 18,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 25,000 บาท จึงใช้ได้เต็มจำนวน เงินได้สุทธิลดลงเหลือ 582,000 บาท

  • ภาษีที่เงินได้สุทธิ 600,000 บาท: 27,500 + (100,000 × 15%) = 42,500 บาท
  • ภาษีที่เงินได้สุทธิ 582,000 บาท: 27,500 + (82,000 × 15%) = 39,800 บาท
  • ภาษีลดลง 2,700 บาท ซึ่งเท่ากับ 18,000 × 15%

ตัวเลข 27,500 บาทคือภาษีสะสมของเงินได้สุทธิ 500,000 บาทแรกตามตาราง เบี้ยก้อนเดียวกันให้ผลต่างกันตามรายได้ ถ้าเงินได้สุทธิก่อนหักเบี้ยเป็น 250,000 บาท ภาษีจะลดลง 18,000 × 5% = 900 บาท และถ้าเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ภาษีไม่ลดลงเลย เพราะไม่มีภาษีให้ลดตั้งแต่แรก

ตัวอย่าง B: ประกันชีวิตกินเพดานร่วมไปเกือบหมด

คุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิตที่เข้าเงื่อนไข 85,000 บาท ไม่มีเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิต และจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพรวมสองฉบับ 32,000 บาท

  1. ตรวจเพดานสุขภาพของตัวเอง: 32,000 บาท เกิน 25,000 บาท จึงนับได้ 25,000 บาท
  2. ตรวจเพดานร่วม: 100,000 − 85,000 = 15,000 บาท คือที่ว่างที่เหลือ
  3. เบี้ยสุขภาพที่ใช้ได้จริงคือ 15,000 บาท รวมรายการประกันเป็น 100,000 บาทพอดี

เบี้ยสุขภาพอีก 17,000 บาทไม่ช่วยลดภาษีเลย เมื่อประกันชีวิตใช้เพดานร่วมไปเกือบหมดแล้ว การซื้อความคุ้มครองสุขภาพเพิ่มจึงเป็นการตัดสินใจเรื่องความคุ้มครอง ไม่ใช่เรื่องภาษี

ตัวอย่าง C: มีประกันอุบัติเหตุด้วย

คุณมีเงินได้สุทธิก่อนหักเบี้ย 420,000 บาท ไม่มีประกันชีวิต จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ 20,000 บาท และเบี้ยประกันอุบัติเหตุ 4,500 บาท บริษัทแจ้งว่าเบี้ยอุบัติเหตุส่วนที่เข้าเงื่อนไขประกันสุขภาพมี 1,800 บาท ที่เหลือเป็นความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต

  • ยอดประกันสุขภาพที่ใช้ได้: 20,000 + 1,800 = 21,800 บาท ไม่เกิน 25,000 บาท
  • เงินได้สุทธิหลังหัก: 420,000 − 21,800 = 398,200 บาท ยังอยู่ในขั้นอัตรา 10% เหมือนเดิม
  • ภาษีลดลง: 21,800 × 10% = 2,180 บาท

ถ้ากรอกเบี้ยอุบัติเหตุทั้ง 4,500 บาท ยอดจะเกินส่วนที่ใช้สิทธิได้และไม่ตรงกับข้อมูลที่บริษัทส่งให้กรมสรรพากร

จดสามยอดแยกกัน

ก่อนกรอกแบบ ให้จดสามยอดของแต่ละกรมธรรม์แยกกัน ได้แก่ เบี้ยที่จ่ายจริง เบี้ยส่วนที่บริษัทรับรองว่าเข้าเงื่อนไข และยอดที่ยังใช้ได้หลังผ่านเพดาน 25,000 บาทกับเพดานร่วม 100,000 บาท ยอดที่กรอกในแบบคือยอดสุดท้าย

ก่อนยื่นแบบ: แจ้งบริษัทให้ส่งข้อมูล แล้วตรวจยอดในระบบกรมสรรพากร

ปัจจุบันการใช้สิทธิเบี้ยประกันสุขภาพ ทั้งของตัวเองและของพ่อแม่ ผูกกับข้อมูลที่บริษัทประกันส่งถึงกรมสรรพากรโดยตรง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 383 ให้ผู้มีเงินได้แจ้งความประสงค์ต่อบริษัทประกัน และให้บริษัทที่ได้รับแจ้งส่งข้อมูลเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภายในวันที่ 7 มกราคมของปีถัดไป เว้นแต่อธิบดีกรมสรรพากรจะกำหนดเป็นอย่างอื่น ประกาศฉบับที่ 162 ฉบับรวมแก้ไข กำหนดแบบเดียวกันสำหรับประกันสุขภาพพ่อแม่ การมีใบเสร็จอยู่ในมือจึงยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย

ขั้นตอนที่ควรทำ

  1. แจ้งบริษัทประกันทุกแห่ง สำหรับทุกกรมธรรม์ที่จะใช้สิทธิ รวมถึงกรมธรรม์ของพ่อแม่ และสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพที่แนบกับประกันชีวิต ถ้าจำไม่ได้ว่าเคยให้ความยินยอมไว้ตอนสมัครหรือไม่ ให้ติดต่อบริษัทเพื่อยืนยัน
  2. รู้กำหนดส่งข้อมูล เบี้ยที่จ่ายในปี 2569 บริษัทมีกำหนดส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 มกราคม 2570 เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
  3. ถ้าลืมแจ้งหรือยอดผิด ยังแก้ได้ กรมสรรพากรตอบไว้ในหน้าถาม-ตอบ Clear Cut ว่าผู้ที่ยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ ให้แจ้งบริษัทภายหลังเพื่อส่งข้อมูลเพิ่มเติม และประกาศฉบับที่ 383 เปิดช่องให้บริษัทเพิ่ม แก้ไข หรือยกเลิกข้อมูลผ่านระบบรับข้อมูลเบี้ยประกันภัยเกินกำหนดเวลา
  4. ตรวจยอดในระบบตรวจข้อมูลรายได้และค่าลดหย่อนของกรมสรรพากร ตามคำอธิบายของกรมสรรพากรปี 2566 ให้เข้า rd.go.th เลือกเมนู My Tax Account ยืนยันตัวตน แล้วกด "ตรวจสอบรายได้และค่าลดหย่อน" ระบบแสดงเบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ เบี้ยประกันชีวิต และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่บริษัทส่งมาโดยได้รับความยินยอมจากคุณ แยกตามประเภทเบี้ยและแยกรายกรมธรรม์ ส่วนข่าวของกรมสรรพากรวันที่ 14 มกราคม 2569 เรียกบริการตรวจข้อมูลรายได้และค่าลดหย่อนว่า D-MyTax ซึ่งรองรับการยืนยันตัวตนด้วย Digital ID ถ้าเมนูบนเว็บไม่ตรงกับคำอธิบายปี 2566 ให้มองหาบริการ D-MyTax แทน
  5. ถ้าข้อมูลไม่ตรง ให้ติดต่อบริษัทประกัน กรมสรรพากรให้แก้ที่ต้นทางคือหน่วยงานที่ส่งข้อมูล และระหว่างยื่นแบบออนไลน์ คุณแก้ตัวเลขในหน้าแบบแสดงรายการให้ตรงกับความจริงได้ แต่ยอดที่กรอกควรเป็นยอดที่บริษัทรับรองได้ ถ้าคุณยกเลิกกรมธรรม์หรือได้รับเบี้ยคืนในปีเดียวกัน ให้ถามบริษัทด้วยว่ายอดที่ส่งข้อมูลปรับตามแล้วหรือยัง
  6. เก็บหลักฐาน โดยเฉพาะหนังสือรับรองที่แยกยอดเบี้ยส่วนสุขภาพของประกันอุบัติเหตุและสัญญาเพิ่มเติม

เช็กลิสต์ก่อนกดยื่น

  • แจ้งบริษัทครบทุกกรมธรรม์ ทั้งของตัวเองและของพ่อแม่
  • รู้ยอดส่วนสุขภาพของประกันอุบัติเหตุและสัญญาเพิ่มเติมแต่ละฉบับ
  • พ่อและแม่แต่ละคนมีเงินได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท และคุณมีเลขประจำตัวประชาชนของท่าน
  • เบี้ยประกันชีวิต เงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิต และเบี้ยสุขภาพของตัวเองรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
  • ยอดในระบบของกรมสรรพากรตรงกับหนังสือรับรองจากบริษัท ถ้าไม่ตรง ให้แก้กับบริษัทก่อน

สรุป: ใช้สิทธิให้ครบ โดยเลือกความคุ้มครองก่อนตัวเลขภาษี

ปีภาษี 2569 ใช้เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเองได้ไม่เกิน 25,000 บาท โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนเบี้ยของพ่อแม่ใช้ได้อีกไม่เกิน 15,000 บาทเมื่อพ่อหรือแม่แต่ละคนมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาท

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพดาน ไม่ใช่เป้าที่ต้องเติมให้เต็ม เลือกแผนจากความคุ้มครองที่ต้องใช้จริงและเบี้ยที่คุณจ่ายต่อเนื่องได้ในปีต่อ ๆ ไป แล้วจึงใช้สิทธิทางภาษีเป็นส่วนลดที่ได้ตามมา

ก่อนยื่นแบบต้นปี 2570 ให้ยืนยันว่าบริษัทส่งข้อมูลครบทุกกรมธรรม์ และเมื่อกรมสรรพากรออกคู่มือ ภ.ง.ด.90/91 ของปีภาษี 2569 ให้เทียบเพดานกับคู่มือนั้นอีกครั้ง ถ้าคุณมีประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญร่วมด้วย ลำดับการใช้เพดานร่วมจะซับซ้อนขึ้น ควรคำนวณรวมทุกกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจซื้อเพิ่ม

แหล่งอ้างอิง