ประกันสะสมทรัพย์ลดหย่อนภาษี 2569: ได้เท่าไร เงื่อนไขอะไร เลือกแบบไหน
ประกันสะสมทรัพย์ลดหย่อนภาษีปี 2569 ได้ไม่เกิน 100,000 บาทรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพ เช็กเงื่อนไขสัญญา 10 ปี เกณฑ์เงินคืน 20% วิธีอ่านแบบ 10/5 เทียบด้วย IRR และภาษีที่ต้องคืนเมื่อเวนคืนก่อนกำหนด

ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ข้อเสนอประกันสะสมทรัพย์มักมาพร้อมประโยค "ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท" ทั้งจากธนาคาร ตัวแทน และหน้าขายออนไลน์ ประโยคนี้จริงเมื่อเข้าเงื่อนไข แต่ตัวเลข 100,000 บาทไม่ได้แปลว่าทุกคนจะใช้สิทธิได้เต็ม และไม่ได้แปลว่าจะได้เงินภาษีคืน 100,000 บาท
ประกันสะสมทรัพย์คือประกันชีวิตที่จ่ายเงินทั้งเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตระหว่างสัญญาและเมื่อมีชีวิตอยู่จนครบสัญญา หลายแบบมีเงินคืนเป็นงวดระหว่างทางตามตารางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คนจำนวนมากจึงใช้เป็นเครื่องมือออมเงินพร้อมความคุ้มครอง
คำตอบสั้นสำหรับปีภาษี 2569 คือ เบี้ยประกันสะสมทรัพย์นับเป็นเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป ใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 100,000 บาท แต่วงเงินนี้ใช้ร่วมกับเบี้ยประกันชีวิตฉบับอื่นของคุณ เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเองซึ่งใช้ได้ไม่เกิน 25,000 บาท และเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิต ถ้าวงเงินถูกใช้ไปแล้วบางส่วน เบี้ยฉบับใหม่ก็ใช้ได้เพียงส่วนที่เหลือ ส่วนภาษีที่ประหยัดได้จริงเท่ากับยอดที่ใช้สิทธิได้คูณอัตราภาษีขั้นสูงสุดที่คุณเสียอยู่ ตามสรุปหลักเกณฑ์ค่าลดหย่อนของกรมสรรพากร
กรมธรรม์ต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปและทำกับบริษัทประกันชีวิตที่ประกอบกิจการในไทย ถ้าจะใช้สิทธิเกิน 10,000 บาท เงินคืนระหว่างสัญญาต้องอยู่ในเกณฑ์ไม่เกินร้อยละ 20 ด้วย และสำหรับกรมธรรม์ที่เริ่มทำตั้งแต่ปี 2563 ต้องแจ้งบริษัทให้ส่งข้อมูลเบี้ยให้กรมสรรพากร กับดักที่ใหญ่ที่สุดเกิดหลังการซื้อ ถ้าเวนคืนหรือยกเลิกก่อนกรมธรรม์อยู่ครบ 10 ปี คุณต้องเสียภาษีของทุกปีที่เคยใช้สิทธิคืนพร้อมเงินเพิ่ม
ข้อมูลทั้งหมดเป็นของปีภาษี 2569 คือเงินได้ระหว่าง 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2569 ที่ยื่นแบบต้นปี 2570 ส่วนปีภาษี 2568 มีหมายเหตุท้ายหัวข้อแรก
สิทธิลดหย่อนปี 2569: เบี้ยสะสมทรัพย์ใช้ได้เท่าไร และนับรวมกับอะไร
กฎหมายไม่ได้ให้วงเงินแยกสำหรับประกันสะสมทรัพย์ เบี้ยสะสมทรัพย์อยู่กลุ่มเดียวกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปและต้องแบ่งวงเงินกับรายการอื่นตามตารางนี้ ก่อนดูแบบประกันจึงควรรู้ว่าวงเงินของคุณเหลือเท่าไร
รายการ | ใช้สิทธิได้ | สิ่งที่ต้องรู้ |
|---|---|---|
เบี้ยประกันชีวิตของตัวเอง รวมประกันสะสมทรัพย์ | ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท | 10,000 บาทแรกเป็นค่าลดหย่อนตามมาตรา 47(1)(ง) ส่วนที่เกินได้รับยกเว้นอีกไม่เกิน 90,000 บาท ถ้ากรมธรรม์ผ่านเงื่อนไขเพิ่ม เช่น เกณฑ์เงินคืน 20% |
เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเอง | ไม่เกิน 25,000 บาท | เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท |
เงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตกับธนาคารที่มีกฎหมายจัดตั้งเฉพาะ ระยะ 10 ปีขึ้นไป | ตามที่จ่ายจริง | นับรวมอยู่ในวงเงิน 100,000 บาทเดียวกัน |
เบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ | ไม่เกิน 10,000 บาท | ต้องเป็นคู่สมรสกันตลอดปีภาษี |
เบี้ยประกันชีวิตของลูกหรือพ่อแม่ | ใช้ไม่ได้ | หักได้เฉพาะเบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้เอง |
เบี้ยสัญญาเพิ่มเติมที่แนบกับกรมธรรม์ | ไม่นับเป็นเบี้ยประกันชีวิต | หลักฐานจากบริษัทต้องแยกยอดเบี้ยหลักกับเบี้ยสัญญาเพิ่มเติม |
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ | มีวงเงินส่วนเพิ่มแยกต่างหาก | มีเงื่อนไขของตัวเอง ไม่อยู่ในขอบเขตบทความนี้ |
ที่มาของตาราง: ประมวลรัษฎากร มาตรา 47(1)(ง) กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2(61), (94) และ (97) สรุปหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร และคำถามคำตอบเรื่องเบี้ยของลูกและพ่อแม่
ลดหย่อน 100,000 บาท ไม่ได้แปลว่าได้ภาษีคืน 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนลดเงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษี ภาษีที่ประหยัดได้จึงเท่ากับยอดที่ใช้สิทธิคูณอัตราภาษีขั้นสูงสุดของคุณ ตามตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินเสียเป็นขั้นตั้งแต่ 5% ถึง 35% ถ้าเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท การลดหย่อนเพิ่มจึงไม่ช่วยลดภาษีเลย
ถ้าคุณมีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนรวมตั้งแต่ 120,000 บาท กรมสรรพากรให้คำนวณภาษีอีกวิธีที่ร้อยละ 0.5 ของเงินได้กลุ่มนั้นโดยไม่หักค่าลดหย่อน แล้วเสียตามวิธีที่ได้ภาษีสูงกว่า (ยกเว้นเมื่อภาษีวิธีนี้ไม่เกิน 5,000 บาท) ค่าลดหย่อนจึงช่วยได้เฉพาะตราบที่ภาษีวิธีปกติยังสูงกว่า ให้คำนวณทั้งสองวิธีทั้งก่อนและหลังเพิ่มเบี้ย
สมมติปีนี้คุณจ่ายเบี้ยประกันชีวิตฉบับเดิมที่เข้าเงื่อนไข 60,000 บาท และเบี้ยประกันสุขภาพของตัวเอง 25,000 บาท วงเงินถูกใช้ไปแล้ว 85,000 บาท เหลือที่ว่างอีก 15,000 บาท ถ้าซื้อสะสมทรัพย์ฉบับใหม่ที่เบี้ยปีละ 30,000 บาท คุณจะใช้สิทธิเพิ่มได้เพียง 15,000 บาท อีก 15,000 บาทที่เหลือไม่มีผลทางภาษีในปีนั้น
อัตราภาษีขั้นสูงสุดของคุณ | ยอดที่ใช้สิทธิเพิ่มได้ | ภาษีที่ประหยัดได้ |
|---|---|---|
ไม่มีภาษีต้องเสีย | 15,000 บาท | 0 บาท |
5% | 15,000 บาท | 750 บาท |
10% | 15,000 บาท | 1,500 บาท |
20% | 15,000 บาท | 3,000 บาท |
ตารางนี้สมมติว่ายอด 15,000 บาทอยู่ในขั้นอัตราเดียวทั้งก้อน ถ้าการลดหย่อนทำให้เงินได้สุทธิข้ามขั้น ให้คำนวณภาษีก่อนและหลังลดหย่อนแล้วนำมาหักกัน
มาตรา 47(1)(ง) และกฎกระทรวงข้อ 2(61) ให้สิทธิกับเบี้ยที่จ่ายไปในปีภาษี สิทธิจึงไม่ขึ้นกับว่ากรมธรรม์เริ่มเดือนไหน ถ้าคุณจ่ายเบี้ยงวดแรกในเดือนธันวาคม 2569 เบี้ยงวดนั้นใช้กับปีภาษี 2569 ได้ ตราบที่บริษัทได้รับแจ้งความประสงค์และส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตามขั้นตอนในหัวข้อถัดไป
ปีภาษี 2569 และถ้ายังค้างเรื่องปี 2568
สำหรับปีภาษี 2569 คู่มือกรอกแบบ ภ.ง.ด.94 ปีภาษี 2569 ซึ่งเผยแพร่กลางปี ยังระบุเงื่อนไขเบี้ยประกันชีวิตและสุขภาพแบบเดียวกับปีก่อน แบบนี้เป็นแบบครึ่งปีสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) วงเงินบางรายการในคู่มือจึงเป็นตัวเลขครึ่งปี เช่น ส่วน 10,000 บาทแรกของเบี้ยประกันชีวิตหักได้ไม่เกิน 5,000 บาท วงเงินทั้งปีในบทความนี้จึงอ้างจากประมวลรัษฎากรและกฎกระทรวง ส่วนคู่มือนี้ใช้ยืนยันเฉพาะเงื่อนไขของกรมธรรม์ซึ่งเป็นชุดเดียวกับแบบทั้งปี ส่วนคู่มือ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2569 ยังไม่อยู่ในหน้ารวมแบบแสดงรายการปี 2569 ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569 จึงควรตรวจอีกครั้งเมื่อคู่มือออก กำหนดยื่นแบบคือภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปตามหน้าวิธีคำนวณภาษีข้างต้น ซึ่งสำหรับเงินได้ปี 2569 คือภายในมีนาคม 2570
ปีภาษี 2568 ใช้เงื่อนไขชุดเดียวกันตามคู่มือกรอกแบบ ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568 แต่กำหนดยื่นสิ้นสุดแล้วเมื่อ 31 มีนาคม 2569 ถ้ายังไม่ได้ยื่น ภาษีที่ชำระช้ามีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้ายื่นแล้วแต่ลืมใส่เบี้ยที่เข้าเงื่อนไข ให้แจ้งบริษัทส่งข้อมูลเพิ่มเติม แล้วยื่นแบบเพิ่มเติมขอคืนภาษีภายในสามปีตามมาตรา 27 ตรี
เงื่อนไขที่ทำให้เบี้ยสะสมทรัพย์ใช้ลดหย่อนได้
เงื่อนไขของกรมสรรพากรมีสองชั้น ชั้นแรกคือ 10,000 บาทแรกตามมาตรา 47(1)(ง) ซึ่งต้องการเพียงกรมธรรม์ที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีและทำกับบริษัทในไทย ส่วนที่เกิน 10,000 บาทจนถึง 100,000 บาทต้องผ่านหลักเกณฑ์เพิ่มในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 172 ซึ่งคู่มือแบบครึ่งปีของปีภาษี 2569 ยังอ้างอยู่ สำหรับประกันสะสมทรัพย์ มีสี่เรื่องที่ควรตรวจก่อนจ่ายเบี้ยงวดแรก
สัญญาต้องมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปี และทำกับบริษัทในไทย
กรมธรรม์ต้องมีกำหนดเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และต้องทำกับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร "กำหนดเวลา" คือระยะเวลาที่กรมธรรม์คุ้มครอง ไม่ใช่จำนวนปีที่จ่ายเบี้ย คำชี้แจงของกรมสรรพากรเมื่อปี 2546 ซึ่งเป็นเอกสารเก่า แต่เงื่อนไข 10 ปียังเหมือนเดิมในคู่มือแบบครึ่งปีของปีภาษี 2569 อธิบายว่า ถ้ากรมธรรม์มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีแต่จ่ายเบี้ยไม่ถึง 10 ปี ให้หักลดหย่อนได้เฉพาะปีภาษีที่จ่ายเบี้ย
แบบที่จ่ายเบี้ย 5 ปีแต่คุ้มครอง 10 ปีจึงใช้สิทธิได้ในปีที่จ่าย ส่วนแบบที่ระยะเอาประกันภัยสั้นกว่า 10 ปี แม้จะเรียกว่าประกันสะสมทรัพย์หรือออมทรัพย์ระยะสั้น ก็ใช้สิทธิเบี้ยประกันชีวิตไม่ได้เลย ก่อนซื้อจึงต้องดูช่อง "ระยะเวลาเอาประกันภัย" ในเอกสาร ไม่ใช่ดูแค่จำนวนปีที่จ่ายเบี้ย
เกณฑ์เงินคืน 20% กำหนดว่าจะใช้สิทธิเกิน 10,000 บาทได้หรือไม่
ประกันสะสมทรัพย์ส่วนใหญ่มีเงินคืนระหว่างทาง ประกาศฉบับที่ 172 จำกัดเงินคืนเหล่านี้ตามรูปแบบการจ่าย เพื่อให้เบี้ยส่วนที่เกิน 10,000 บาทได้รับยกเว้น ดังนี้
- คืนทุกปี เงินคืนแต่ละปีต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี
- คืนเป็นช่วง เช่น ทุก 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เงินคืนแต่ละครั้งต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยที่จ่ายสะสมในช่วงนั้น สมมติจ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาทและได้เงินคืนทุก 3 ปี เบี้ยสะสมในแต่ละช่วงคือ 90,000 บาท เงินคืนแต่ละครั้งจึงต้องไม่เกิน 18,000 บาท
- รูปแบบอื่นที่ไม่ตรงสองข้อแรก ผลรวมเงินคืนตั้งแต่ปีแรกถึงปีที่ได้รับ ต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสมทั้งหมดในช่วงเดียวกัน
เงินบางประเภทไม่ต้องนำมานับในเกณฑ์นี้ ได้แก่ เงินปันผลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เงินที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการจ่ายเบี้ยแล้วแต่ผู้เอาประกันยังได้รับความคุ้มครองต่อตามสัญญา และเงินที่จ่ายเมื่อครบอายุกรมธรรม์ สำหรับแบบจ่ายเบี้ยสั้น เกณฑ์ 20% จึงมีผลกับเงินคืนในช่วงที่ยังจ่ายเบี้ยเป็นหลัก
ลองดูตัวเลขจริงจากโบรชัวร์แบบ 12/6 ของเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ซึ่งจะใช้เป็นตัวอย่างต่อในหัวข้อถัดไป แบบนี้คืนเงิน 3% ของทุนประกันทุกสิ้นปีในช่วงจ่ายเบี้ย และตัวอย่างเบี้ยของผู้อายุ 30 ปีคือปีละ 979 บาทต่อทุน 1,000 บาท เงินคืน 30 บาทเทียบกับเบี้ย 979 บาทเท่ากับประมาณ 3.06% ของเบี้ยรายปี ต่ำกว่าเกณฑ์ 20% มาก
ในทางกลับกัน สมมติแบบหนึ่งให้จ่ายเบี้ยปีละ 100,000 บาทและคืนเงิน 25,000 บาททุกปีระหว่างที่ยังจ่าย เงินคืนเท่ากับ 25% ของเบี้ยรายปี เกินเกณฑ์ ผลคือคุณยังใช้สิทธิได้ แต่ได้เพียง 10,000 บาทแรกตามมาตรา 47(1)(ง) ส่วนอีก 90,000 บาทใช้ไม่ได้ กรมสรรพากรวินิจฉัยไว้เช่นนี้ในข้อหารือ กค 0702/8504 ลงวันที่ 21 กันยายน 2558 กรณีสะสมทรัพย์เบี้ยปีละ 40,000 บาทที่คืนเงินปีละ 30,000 บาท โดยให้เหตุผลว่ามาตรา 47(1)(ง) ไม่มีเงื่อนไขเรื่องเงินคืน ข้อหารือนี้เป็นคำตอบเฉพาะรายตามข้อเท็จจริงที่ถาม
ข้อหารือนี้พูดถึงกรมธรรม์ฉบับเดียว 10,000 บาทแรกเป็นวงเงินรวมของเบี้ยประกันชีวิตทั้งหมดของคุณ ไม่ใช่ต่อฉบับ ถ้าคุณมีกรมธรรม์ฉบับอื่นที่ผ่านเกณฑ์อยู่แล้ว เอกสารของกรมสรรพากรที่อ้างไว้ไม่ได้บอกว่าเบี้ยฉบับไหนนับเข้า 10,000 บาทแรก ให้สอบถาม 1161 ก่อนคำนวณ
ก่อนซื้อ ให้บริษัทยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าแบบที่เสนอผ่านเกณฑ์เงินคืนนี้หรือไม่ โดยเฉพาะแบบที่คืนเงินสูงระหว่างที่ยังจ่ายเบี้ย เพราะการใช้สิทธิได้เต็มจำนวนกับได้เพียง 10,000 บาทให้ผลทางภาษีต่างกันมาก
เบี้ยสัญญาเพิ่มเติมไม่นับเป็นเบี้ยประกันชีวิต
ถ้าซื้อสัญญาเพิ่มเติม เช่น ความคุ้มครองอุบัติเหตุหรือค่ารักษาพยาบาล แนบไปกับกรมธรรม์สะสมทรัพย์ เบี้ยส่วนนั้นไม่นับเป็นเบี้ยประกันชีวิต และหนังสือรับรองต้องแยกยอดสองส่วนออกจากกัน กรมสรรพากรตอบไว้ว่าถ้าบริษัทไม่ได้แยกยอด ให้นำหลักฐานไปให้บริษัทแยกให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เวลาคำนวณวงเงินจึงใช้เฉพาะยอดเบี้ยประกันชีวิตในหนังสือรับรอง ไม่ใช้ยอดรวมที่ตัดบัตรหรือโอนจ่าย ส่วนเบี้ยสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพจะนับในวงเงินประกันสุขภาพได้หรือไม่ ขึ้นกับเงื่อนไขของเบี้ยประกันสุขภาพซึ่งเป็นอีกหมวดหนึ่ง
แจ้งความประสงค์ให้บริษัทส่งข้อมูล และตรวจใน My Tax Account
กรมธรรม์ที่เริ่มทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิกับบริษัทประกัน แล้วบริษัทมีหน้าที่ส่งข้อมูลเบี้ยให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 มกราคมของปีถัดไป ตามประกาศฉบับที่ 172 ข้อ 4 และข้อ 4/1 เบี้ยที่จ่ายในเดือนธันวาคมจึงยังทันใช้สิทธิของปีนั้น กรมธรรม์ที่ทำก่อนปี 2563 เลือกไม่แจ้งก็ได้ แต่ต้องมีหลักฐานจากบริษัทว่าได้จ่ายเบี้ย
หลังต้นเดือนมกราคม ให้ดูระบบ My Tax Account ของกรมสรรพากร ซึ่งแสดงข้อมูลเบี้ยที่บริษัทส่งมาแยกเป็นรายกรมธรรม์ ถ้ายอดไม่ตรงให้ติดต่อบริษัทเพื่อแก้ไข ถ้าไม่พบข้อมูลเพราะยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ ให้แจ้งบริษัทเพื่อส่งข้อมูลเพิ่มเติม
อ่านแบบ 10/5, 12/6 หรือ 14/3 ให้ออกก่อนเทียบ
ประกันสะสมทรัพย์หลายแบบจ่ายเบี้ยสั้นกว่าระยะคุ้มครอง และตั้งชื่อด้วยตัวเลขสองชุด ซึ่งบอกทั้งจำนวนปีที่ใช้สิทธิภาษีได้และระยะที่เงินถูกผูกไว้
ตัวเลขสองชุดบอกอะไร
ในเอกสารข้อกำหนดกรมธรรม์แบบ 10/5 ของเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต หัวเอกสารระบุว่า "ระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปี" และ "ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย 5 ปี" ตัวเลขแรกจึงเป็นระยะคุ้มครอง ตัวเลขหลังเป็นจำนวนปีที่จ่ายเบี้ย แบบ 12/6 ในโบรชัวร์ที่ยกตัวอย่างในหัวข้อก่อนก็อ่านแบบเดียวกัน คือคุ้มครอง 12 ปีและจ่ายเบี้ย 6 ปี ถ้าเจอแบบ 14/3 และเอกสารระบุตรงกัน ก็หมายถึงคุ้มครอง 14 ปีและจ่ายเบี้ย 3 ปี แต่บางแบบเรียงตัวเลขหรือตั้งชื่อต่างไป จึงต้องยืนยันจากช่องระยะเวลาเอาประกันภัยและระยะเวลาชำระเบี้ยในเอกสารทุกครั้ง
ใช้สิทธิได้กี่ปี และต้องถือนานเท่าไร
เมื่อรู้สองตัวเลขแล้ว จะตอบได้ทันทีว่าใช้สิทธิภาษีได้กี่ปี เพราะคุณหักลดหย่อนได้เฉพาะปีที่จ่ายเบี้ย แบบ 10/5 ใช้สิทธิได้ 5 ปีภาษี แบบ 12/6 ได้ 6 ปี แบบ 14/3 ได้ 3 ปี และแบบจ่ายครั้งเดียวอย่าง 10/1 ได้ปีเดียว แต่การจ่ายครบไม่ได้แปลว่าเลิกได้ กรมธรรม์ยังต้องอยู่ครบอย่างน้อย 10 ปี ถ้าเวนคืนก่อนนั้น สิทธิที่ใช้ไปแล้วทุกปีจะถูกเรียกคืน รายละเอียดอยู่ในหัวข้อเวนคืนด้านล่าง สำหรับแบบจ่ายเบี้ยสั้น เงินจึงถูกผูกไว้นานกว่าช่วงที่จ่ายเบี้ย
แบบจ่ายครั้งเดียวมีข้อจำกัดเพิ่ม สมมติคุณจ่ายเบี้ยแบบ 10/1 ก้อนเดียว 300,000 บาท ปีนั้นใช้สิทธิได้ไม่เกินวงเงินที่เหลือ ซึ่งสูงสุดคือ 100,000 บาท อีกอย่างน้อย 200,000 บาทไม่ได้ประโยชน์ทางภาษีเลย ถ้าเป้าหมายส่วนหนึ่งคือภาษี การกระจายเบี้ยไปหลายปีจะใช้วงเงินของแต่ละปีได้มากกว่า แลกกับภาระที่ต้องจ่ายต่อเนื่องหลายปี
เปอร์เซ็นต์ในโบรชัวร์เป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนประกัน ไม่ใช่ของเบี้ย
ตารางผลประโยชน์ของประกันสะสมทรัพย์มักบอกเงินคืนเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนประกัน ทุนประกันคือจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ใช้คิดผลประโยชน์ ไม่ใช่ยอดเบี้ยที่คุณจ่าย ตัวเลขรวมอย่าง "654%" จึงไม่ได้บอกว่าคุณได้กำไรเท่าไร
ลองแปลงโบรชัวร์แบบ 12/6 ของเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต เป็นเงินจริง โบรชัวร์นี้เป็นไฟล์ปี 2567 ที่บริษัทยังเผยแพร่บนหน้าประกันสะสมทรัพย์ของตน ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ตัวอย่างนี้ใช้เพื่อสอนวิธีอ่านเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อ และเงื่อนไขหรือเบี้ยอาจเปลี่ยนได้ โบรชัวร์ระบุว่าแบบนี้คืนเงิน 3% ของทุนทุกสิ้นปีที่ 1–6 คืน 6% ของทุนทุกสิ้นปีที่ 7–12 และจ่าย 600% ของทุนเมื่อครบสัญญา รวมเป็น 654% ของทุน ตัวอย่างเบี้ยสำหรับผู้อายุ 30 ปีคือปีละ 979 บาทต่อทุน 1,000 บาท ถ้าเลือกทุน 100,000 บาทและอยู่จนครบสัญญา กระแสเงินจะเป็นดังนี้
ช่วงเวลา | เงินที่จ่าย | เงินที่ได้รับ |
|---|---|---|
ต้นปีกรมธรรม์ที่ 1–6 | ปีละ 97,900 บาท รวม 587,400 บาท | – |
สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1–6 | – | ปีละ 3,000 บาท รวม 18,000 บาท |
สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 7–12 | – | ปีละ 6,000 บาท รวม 36,000 บาท |
ครบสัญญาสิ้นปีที่ 12 | – | 600,000 บาท |
รวมทั้งสัญญา | 587,400 บาท | 654,000 บาท |
เงินที่ได้รับมากกว่าเบี้ยที่จ่าย 66,600 บาท หรือประมาณ 11.3% ของเบี้ยรวม และใช้เวลา 12 ปีกว่าจะได้ครบ ตัวเลขนี้เป็นภาพที่ใกล้ความจริงกว่า "654%" มาก แต่ยังไม่ได้บอกผลตอบแทนต่อปี ซึ่งต้องคิดด้วย IRR ในหัวข้อถัดไป ตารางนี้สมมติว่าจ่ายเบี้ยต้นปีกรมธรรม์และรับเงินในวันครบรอบปี
อย่าลืมว่าเบี้ยขึ้นกับอายุ และเงินกรณีเสียชีวิตเป็นอีกเส้นทางหนึ่ง
เบี้ยต่อทุนในโบรชัวร์เดียวกันเปลี่ยนตามอายุและเพศ เช่น ผู้ชายอายุ 50 ปีจ่าย 984 บาทต่อทุน 1,000 บาท จึงต้องขอตารางผลประโยชน์ที่คำนวณจากอายุของคุณเอง
ตารางข้างต้นเป็นกรณีมีชีวิตอยู่จนครบสัญญา ถ้าผู้เอาประกันเสียชีวิตก่อน ผู้รับประโยชน์จะได้เงินกรณีเสียชีวิตแทน ซึ่งโบรชัวร์ระบุว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนตามปีกรมธรรม์ มูลค่าเงินเวนคืน หรือ 101% ของเบี้ยที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า สองเส้นทางนี้ไม่ได้จ่ายซ้อนกัน และเงื่อนไขที่ผูกพันจริงอยู่ในกรมธรรม์ ไม่ใช่โบรชัวร์
เทียบด้วย IRR ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์หน้าโบรชัวร์
เมื่อแปลงตารางผลประโยชน์เป็นเงินจ่ายและเงินรับแล้ว ขั้นต่อไปคือหาผลตอบแทนต่อปี เครื่องมือที่เหมาะคือ IRR หรืออัตราผลตอบแทนภายใน เพราะคิดทั้งจำนวนเงินและจังหวะเวลาที่เงินเข้าออก ซึ่งตัวเลข "รับรวม 600% ของทุน" หรือ "เงินคืนปีละ 5%" ไม่ได้คิดให้
IRR คืออะไรในภาษาง่าย
ลองนึกว่าคุณเอาเบี้ยแต่ละงวดไปฝากบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยทบต้นอัตราหนึ่ง แล้วถอนเงินออกตามวันและจำนวนเดียวกับที่บริษัทประกันคืนให้ ถ้าบัญชีนั้นหมดพอดีในวันครบสัญญา อัตราดอกเบี้ยนั้นคือ IRR ของแผน ตัวเลขนี้จึงใช้เทียบแผนที่ตั้งเบี้ยต่อทุนและระยะจ่ายต่างกันได้ ส่วนแผนที่ระยะเวลาต่างกันมาก ยังต้องคิดด้วยว่าเงินถูกผูกไว้นานกว่ากันเท่าไร
ตัวอย่างจากแบบ 12/6
ใช้กระแสเงินจากตารางในหัวข้อก่อน คือจ่ายเบี้ย 97,900 บาทต้นปีที่ 1–6 รับเงินคืนสิ้นปีตามตาราง และรับ 600,000 บาทเมื่อครบสัญญา IRR ที่คำนวณได้ประมาณ 1.18% ต่อปี ก่อนนับประโยชน์ทางภาษี ตัวเลขนี้คิดจากกรณีมีชีวิตอยู่จนครบสัญญาและถือกรมธรรม์ไว้ตลอด
ลองเทียบวิธีนี้กับเอกสารจริงอีกฉบับ ธนาคารออมสินซึ่งเป็นนายหน้าขายแบบ 11/3 ของทิพยประกันชีวิต ระบุ IRR ของแบบนั้นไว้ 1.24% กรณีมีชีวิตอยู่จนครบสัญญา แบบนั้นจ่ายเบี้ย 3 ปี ปีละ 1,000 บาทต่อทุน 1,000 บาท คืน 1% ของทุนสิ้นปีที่ 4–6 คืน 2% สิ้นปีที่ 7–10 และจ่าย 328% เมื่อครบสัญญาปีที่ 11 เมื่อคำนวณด้วยจังหวะเวลาแบบเดียวกันก็ได้ 1.24% ตรงกัน ถ้าผู้ขายไม่ได้แสดง IRR ให้ขอตัวเลขนี้ หรือขอตารางผลประโยชน์ตามอายุของคุณมาคำนวณเอง
ประโยชน์ภาษีเปลี่ยน IRR ได้มาก แต่มีเงื่อนไข
ถ้าเบี้ยทั้งก้อนใช้สิทธิได้ ภาษีที่ประหยัดในแต่ละปีที่จ่ายเบี้ยเปรียบเหมือนเงินที่ได้กลับคืนมาอีกก้อน ตารางนี้ต่อยอดจากตัวอย่าง 12/6 โดยสมมติว่าเบี้ย 97,900 บาทใช้สิทธิได้ครบทุกปี อัตราภาษีขั้นสูงสุดเท่าเดิมตลอด 6 ปี ประโยชน์ทางภาษีได้มาหนึ่งปีหลังจ่ายเบี้ยตอนยื่นแบบ และถือกรมธรรม์จนครบสัญญา
อัตราภาษีขั้นสูงสุด | ภาษีที่ประหยัดต่อปี ในปีที่จ่ายเบี้ย | IRR โดยประมาณ |
|---|---|---|
ไม่มีภาษีหรือไม่ได้ใช้สิทธิ | 0 บาท | 1.18% |
5% | 4,895 บาท | 1.74% |
10% | 9,790 บาท | 2.33% |
20% | 19,580 บาท | 3.59% |
30% | 29,370 บาท | 4.98% |
ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างประกอบการอ่านจากแบบเดียว สำหรับผู้อายุ 30 ปีที่อยู่จนครบสัญญา ไม่ใช่ผลตอบแทนที่แผนรับรองและไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อ
สำหรับคนที่เสียภาษีในอัตราสูง ประโยชน์ภาษีอาจมากกว่าผลตอบแทนของตัวแผนเอง แต่เกิดเฉพาะเมื่อเงื่อนไขครบ ถ้าวงเงินเหลือไม่พอ ผลจะลดลง เช่น ถ้าคุณมีเบี้ยประกันสุขภาพ 25,000 บาทอยู่แล้ว จะใช้สิทธิกับแผนนี้ได้เพียง 75,000 บาทต่อปี ที่อัตรา 10% IRR จะเหลือประมาณ 2.05% และถ้าเวนคืนก่อนครบ 10 ปี ภาษีที่ประหยัดไปต้องคืนพร้อมเงินเพิ่ม ซึ่งทำให้ตัวเลขในตารางนี้ใช้ไม่ได้อีก เวลาคำนวณของตัวเอง ให้ใช้อัตราภาษีที่คาดว่าจะเสียจริงในปีที่จ่ายเบี้ย
คำนวณเองด้วยสเปรดชีต
ทำคอลัมน์ปีที่ 0 จนถึงปีครบสัญญา ใส่เบี้ยเป็นตัวเลขติดลบ ใส่เงินคืนเป็นตัวเลขบวก แล้วใช้ฟังก์ชัน IRR กับทั้งช่วง มีสองจุดที่มักพลาด
- ปีที่ 0 คือวันจ่ายเบี้ยงวดแรก ตรงกับ "ต้นปีกรมธรรม์ที่ 1" ในตาราง ส่วนปีที่ 1 คือวันครบรอบปีแรก ซึ่งเป็นวันเดียวกับต้นปีกรมธรรม์ที่ 2 ถ้าเงินคืนวันครบรอบตรงกับวันจ่ายเบี้ยงวดถัดไป ให้รวมในช่องเดียวกัน เช่น ปีที่ 1 ของตัวอย่าง 12/6 คือ −97,900 + 3,000 = −94,900 บาท
- ถ้าต้องการดูผลหลังภาษี ให้ใส่ภาษีที่ประหยัดได้เป็นตัวเลขบวกในปีถัดจากปีที่จ่ายเบี้ยแต่ละงวด
เมื่อได้ IRR แล้ว ให้เทียบกับแผนที่ระยะเวลาใกล้กัน และกับทางเลือกอื่นที่ผูกเงินนานพอกัน แผนที่ล็อกเงินนานกว่าควรให้ IRR สูงกว่าจึงจะคุ้มกับการเสียความคล่องตัว
เวนคืนก่อนครบ 10 ปี: ภาษีที่ต้องคืนและเงินเพิ่ม
การจ่ายเบี้ยครบตามแบบ 10/5 หรือ 12/6 ไม่ได้ทำให้เวนคืนได้โดยไม่กระทบภาษี เพราะเงื่อนไขกรมธรรม์ 10 ปีต้องคงอยู่หลังจากใช้สิทธิไปแล้วด้วย ถ้ากรมธรรม์จบก่อน สิทธิที่ใช้ไปจะถูกเรียกคืน
กรมสรรพากรถือว่ากรมธรรม์มีกำหนดเวลาไม่ถึง 10 ปี
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 172 ข้อ 5 กำหนดว่า ถ้าผู้มีเงินได้ใช้สิทธิแล้ว และต่อมาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จะหมดสิทธิ และต้องเสียภาษีของทุกปีภาษีที่เคยนำเบี้ยไปหัก พร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 นับตั้งแต่วันที่ยื่นแบบของปีนั้นจนถึงวันที่ยื่นแบบเพิ่มเติม
กรมสรรพากรตอบกรณีที่ใกล้กับแบบจ่ายเบี้ยสั้นไว้ในชุดคำถามคำตอบ "ร้อยเรื่องลดหย่อน ปีภาษี 2560" ซึ่งเป็นเอกสารรุ่นเก่า แต่หลักเกณฑ์ที่ใช้ตอบยังตรงกับประกาศฉบับที่ 172 ฉบับปัจจุบัน กรมธรรม์มีระยะคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปี จ่ายเบี้ย 4 ปี ปีละ 100,000 บาท และเวนคืนเมื่อสิ้นปีที่ 4 ได้เงิน 409,000 บาท คำตอบคือการเวนคืนนี้ทำให้ถือว่ากรมธรรม์มีกำหนดเวลาไม่ถึง 10 ปี ผู้มีเงินได้หมดสิทธิ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 เพิ่มเติมของทุกปีที่ใช้สิทธิและชำระเงินเพิ่ม สรุปหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ตอบแบบเดียวกันสำหรับผู้ที่ใช้สิทธิมา 5 ปีแล้วยกเลิกกรมธรรม์เพราะออกจากงาน และการหยุดจ่ายเบี้ยจนกรมธรรม์สิ้นผลก่อนครบ 10 ปีก็เข้าข่ายเดียวกัน ตามข้อหารือ กค 0702/9655 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2554
ส่วนเงินที่ได้รับคืนจากบริษัทไม่ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ ตามมาตรา 42(13) ในประมวลรัษฎากร ซึ่งยกเว้นเงินที่ได้จากการประกันภัย ภาระทางภาษีจึงอยู่ที่สิทธิลดหย่อนที่ต้องคืน
ตัวอย่าง: คืนภาษีพร้อมเงินเพิ่มอาจมากกว่าภาษีที่เคยประหยัด
เงินเพิ่มตามมาตรา 27 คือร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม แต่รวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษีนั้น และนับไปจนถึงวันที่ยื่นแบบเพิ่มเติม ยิ่งยื่นช้าก็ยิ่งสูง
สมมติคุณซื้อแบบ 12/6 ทุน 100,000 บาทจากตัวอย่างก่อนหน้าเมื่อต้นปี 2569 อยู่ในขั้นอัตรา 10% และใช้สิทธิเบี้ย 97,900 บาทของปีภาษี 2569, 2570 และ 2571 โดยยื่นแบบเดิมวันที่ 31 มีนาคม 2570, 2571 และ 2572 ต่อมาเวนคืนต้นปี 2572 แล้วยื่นแบบเพิ่มเติมของทั้งสามปีพร้อมกันวันที่ 31 มีนาคม 2573 ตอนยื่นแบบประจำปี ระยะห่างจากวันยื่นแบบเดิมจึงเป็น 36, 24 และ 12 เดือนตามลำดับ
ปีภาษีที่เคยใช้สิทธิ | ภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม | ระยะจากวันยื่นแบบเดิม | เงินเพิ่ม | รวมต้องชำระ |
|---|---|---|---|---|
ปีที่ 1 | 9,790 บาท | 36 เดือน (54%) | 5,286.60 บาท | 15,076.60 บาท |
ปีที่ 2 | 9,790 บาท | 24 เดือน (36%) | 3,524.40 บาท | 13,314.40 บาท |
ปีที่ 3 | 9,790 บาท | 12 เดือน (18%) | 1,762.20 บาท | 11,552.20 บาท |
รวม | 29,370 บาท | – | 10,573.20 บาท | 39,943.20 บาท |
ในตัวอย่างนี้คุณเคยประหยัดภาษีไป 29,370 บาท แต่ต้องจ่ายกลับ 39,943.20 บาท ถ้ายื่นแบบเพิ่มเติมทันทีหลังเวนคืนแทนที่จะรอถึงมีนาคมปีถัดไป เงินเพิ่มจะน้อยลง ส่วนคนที่เคยใช้สิทธิหลายปี เงินเพิ่มของปีแรก ๆ จะสะสมจนถึงเพดานเท่ากับภาษีที่ต้องเสียเพิ่มของปีนั้น
ฝั่งกรมธรรม์ก็เสียหายด้วย ข้อกำหนดกรมธรรม์แบบ 10/5 ที่ยกตัวอย่างก่อนหน้า นิยามเงินค่าเวนคืนว่าเป็นส่วนหนึ่งของเบี้ยที่เหลือหลังหักค่าความคุ้มครองและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เงินเวนคืนในปีแรก ๆ จึงอาจต่ำกว่าเบี้ยที่จ่ายไป ให้ดูตารางมูลค่ากรมธรรม์ในเล่มกรมธรรม์ก่อนตัดสินใจ
ถ้าจ่ายต่อไม่ไหว มีทางเลือกอื่นก่อนเวนคืน
ข้อกำหนดกรมธรรม์ฉบับเดียวกันระบุทางเลือกเมื่อกรมธรรม์มีมูลค่าเงินสดแล้ว ได้แก่ ให้บริษัทนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยแทนแบบเงินกู้อัตโนมัติ กู้เงินตามกรมธรรม์ เปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จซึ่งไม่ต้องจ่ายเบี้ยต่อแต่ทุนลดลงและคงระยะเอาประกันภัยเดิม หรือแปลงเป็นแบบขยายเวลาซึ่งคงทุนเดิมแต่คุ้มครองเพียงช่วงที่กำหนดในตาราง เงินกู้ทั้งสองแบบมีดอกเบี้ย และถ้าหนี้รวมดอกเบี้ยมากกว่ามูลค่าเวนคืน กรมธรรม์จะสิ้นผล เงื่อนไขของแต่ละแบบอาจต่างกัน จึงต้องอ่านจากกรมธรรม์ของคุณเอง
ในเอกสารของกรมสรรพากรที่อ้างไว้ในบทความนี้ ไม่มีคำตอบตรง ๆ ว่าการเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ การแปลงเป็นแบบขยายเวลา หรือการเวนคืนหลังปีที่ 10 ของกรมธรรม์ที่ยาวกว่า 10 ปี มีผลต่อสิทธิที่ใช้ไปแล้วอย่างไร ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ ให้สอบถาม RD Intelligence Center 1161 ของกรมสรรพากรก่อนลงมือ และเก็บคำตอบไว้
เมื่อไรไม่ควรซื้อสะสมทรัพย์เพื่อภาษี และควรเช็กอะไรก่อนตัดสิน
ประโยชน์ทางภาษีเป็นส่วนเสริมที่เกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขครบเท่านั้น ถ้าแผนไม่เหมาะกับคุณตั้งแต่ไม่นับภาษี การลดหย่อนก็ไม่ได้ทำให้แผนนั้นกลายเป็นทางเลือกที่ดี
กรณีที่ประโยชน์ทางภาษีน้อยหรือไม่มีเลย
- ไม่มีภาษีต้องเสีย หรืออยู่ในขั้น 5% ทุก 10,000 บาทที่ใช้สิทธิ ช่วยลดภาษีได้ 0 หรือ 500 บาทเท่านั้น
- วงเงิน 100,000 บาทเต็มแล้ว หรือจ่ายเบี้ยก้อนเดียวเกินวงเงินที่เหลือ ส่วนที่เกินไม่ช่วยลดภาษี (ดูตัวอย่างวงเงินในหัวข้อแรก)
- เงินคืนระหว่างที่ยังจ่ายเบี้ยเกินเกณฑ์ 20% ใช้สิทธิได้เพียง 10,000 บาทแรก (ดูหัวข้อเงื่อนไข)
- ซื้อให้ลูกหรือพ่อแม่เป็นผู้เอาประกัน เบี้ยนั้นหักลดหย่อนไม่ได้ แม้คุณจะเป็นผู้จ่าย
- อาจต้องใช้เงินก้อนนี้ภายใน 10 ปี ต้องคืนภาษีพร้อมเงินเพิ่ม (ดูหัวข้อเวนคืน)
กรณีที่เป้าหมายจริงไม่ใช่การออมตามกำหนด
ถ้าสิ่งที่คุณต้องการคือทุนประกันชีวิตสูงเพื่อดูแลคนที่พึ่งพิงรายได้ของคุณ ประกันสะสมทรัพย์มักไม่ได้ให้ทุนสูงเมื่อเทียบกับเบี้ย ในโบรชัวร์แบบ 12/6 ที่ใช้เป็นตัวอย่าง เงินกรณีเสียชีวิตตามตารางเพิ่มขึ้นปีละ 101% ของทุน และสูงสุด 606% ของทุนตั้งแต่ปีที่ 6 สำหรับทุน 100,000 บาทคือ 606,000 บาท ใกล้กับเบี้ยรวม 587,400 บาท ความคุ้มครองจึงใกล้เคียงกับเงินที่คุณจ่ายเข้าไป ถ้าต้องการความคุ้มครองเป็นหลัก ให้เทียบทุนประกันต่อเบี้ยของแบบที่เน้นความคุ้มครองก่อน
ถ้าเป้าหมายคือรายได้หลังเกษียณ และวงเงิน 100,000 บาทเต็มแล้ว เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมีวงเงินส่วนเพิ่มแยกต่างหากตามสรุปหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร และเงื่อนไขของกรมสรรพากรกำหนดให้กรมธรรม์บำนาญที่ใช้สิทธิได้จ่ายเงินเป็นงวดสม่ำเสมอตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งตรงกับเป้าหมายนี้มากกว่า
กรณีที่สะสมทรัพย์อาจเหมาะ
สะสมทรัพย์อาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล เมื่อคุณเสียภาษีในขั้น 10% ขึ้นไปและยังมีวงเงินเหลือ จ่ายเบี้ยได้ครบทุกปีโดยมีเงินสำรองฉุกเฉินแยกไว้ ไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้จนครบสัญญา และพอใจกับ IRR ก่อนภาษีเมื่อเทียบกับทางเลือกที่ผูกเงินนานพอกัน คนที่ให้คุณค่ากับตารางเงินคืนที่รู้ล่วงหน้า และต้องการแรงบังคับให้ออม ก็อาจได้ประโยชน์จากโครงสร้างนี้ ตราบใดที่รู้ว่ากำลังแลกกับความคล่องตัวของเงิน
เช็กลิสต์ก่อนจ่ายเบี้ยงวดแรก
- คำนวณวงเงินที่เหลือของปีภาษี 2569 โดยเอา 100,000 บาท หักเบี้ยประกันชีวิตฉบับเดิม เบี้ยประกันสุขภาพของตัวเอง และเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตที่จ่ายในปีนี้ ถ้าเป้าหมายหลักคือภาษี เลือกเบี้ยรายปีไม่เกินวงเงินที่เหลือ
- ขอใบเสนอราคาตามอายุของคุณ ตารางผลประโยชน์ และตารางมูลค่าเวนคืน แล้วคำนวณ IRR ทั้งก่อนและหลังภาษีด้วยอัตราภาษีที่คุณเสียจริง
- ขอให้บริษัทยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าระยะเอาประกันภัยตั้งแต่ 10 ปี เงินคืนผ่านเกณฑ์ 20% หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่ผ่านจะใช้สิทธิได้เพียง 10,000 บาทแรก และใบรับรองจะแยกเบี้ยสัญญาเพิ่มเติม
- แจ้งความประสงค์ให้บริษัทส่งข้อมูลเบี้ย แล้วตรวจ My Tax Account ช่วงมกราคม 2570 ก่อนยื่นแบบ
- วางแผนให้กรมธรรม์อยู่ครบอย่างน้อย 10 ปี และเก็บเอกสารกรมธรรม์กับหนังสือรับรองไว้ตลอดสัญญา
ถ้าข้อใดข้อหนึ่งยังตอบไม่ได้ การรอให้ได้เอกสารครบก่อนจ่ายเบี้ยมักเสียน้อยกว่าการรีบซื้อให้ทันสิ้นปี
แหล่งอ้างอิง
- กรมสรรพากร — ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172) ว่าด้วยการยกเว้นภาษีสำหรับเบี้ยประกันชีวิต ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม — ปรับปรุงหน้าเว็บ 8 พฤษภาคม 2566
- กรมสรรพากร — ร้อยเรื่องลดหย่อน ปีภาษี 2560: หมวดค่าลดหย่อนประกันชีวิต ประกันชีวิตแบบบำนาญ และประกันสุขภาพ (คำถามคำตอบ) — ชุดปีภาษี 2560 ปรับปรุงหน้าเว็บ 3 ธันวาคม 2564
- กรมสรรพากร — Clear Cut ประเด็นเด็ดเกร็ดลดหย่อน — ปรับปรุงหน้าเว็บ 10 มิถุนายน 2564
- กรมสรรพากร — คำชี้แจง เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต — 10 มีนาคม 2546 (ออกก่อนประกาศฉบับที่ 172)
- กรมสรรพากร — ข้อหารือ กค 0702/8504 การใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตเมื่อเงินคืนเกินร้อยละ 20 — 21 กันยายน 2558 (คำตอบข้อหารือเฉพาะราย)
- กรมสรรพากร — ข้อหารือ กค 0702/9655 การเวนคืนหรือยกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบสิบปี — 6 ธันวาคม 2554 (คำตอบข้อหารือเฉพาะราย)
- กรมสรรพากร — วิธีกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภ.ง.ด.94 ปีภาษี 2569
- กรมสรรพากร — วิธีกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2568
- กรมสรรพากร — แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2569 — ตรวจเมื่อ 25 ตุลาคม 2569
- กรมสรรพากร — กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร — ปรับปรุงหน้าเว็บ 13 มกราคม 2569
- กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 38–64 — ปรับปรุงหน้าเว็บ 21 ตุลาคม 2569
- กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 14–27 — ปรับปรุงหน้าเว็บ 8 กรกฎาคม 2569
- กรมสรรพากร — อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี 2560 เป็นต้นไป
- กรมสรรพากร — วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี
- กรมสรรพากร — Clear Cut My Tax Account ครบจบในที่เดียว — ปรับปรุงหน้าเว็บ 28 มีนาคม 2566
- บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) — ข้อกำหนดการจ่ายผลประโยชน์และเงื่อนไขทั่วไปแห่งกรมธรรม์ แบบ อีซี่ อี-เซฟ 10/5 — สร้างปี 2564 แก้ไขล่าสุดกรกฎาคม 2566 บริษัทยังลิงก์จากหน้าสินค้า ตรวจเมื่อ 25 ตุลาคม 2569
- บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) — โบรชัวร์ เอฟดับบลิวดี พาวเวอร์ เซฟวิ่ง 12/6 — ไฟล์ปี 2567 ตรวจเมื่อ 25 ตุลาคม 2569
- ธนาคารออมสิน (นายหน้าประกันชีวิต) — หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ทิพย ทัช มาย เซฟวิ่ง 11/3 รับประกันโดย ทิพยประกันชีวิต — เผยแพร่ปี 2569


